วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องที่ 6 การประยุกต์หลักจิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อการนำเสนอ

เรื่องที่  6 การประยุกต์หลักจิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อการนำเสนอ

      ความหมายของจิตวิทยาการเรียนรู้
                  จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology  มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phyche แปลว่า วิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษา   ตามรูปศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่า วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ  แต่ในปัจจุบันนี้ จิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ความหมายของจิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นคือ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
            การเรียนรู้  ( Lrarning )   ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร     อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์  พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้    ได้แก่     พฤติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว    และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะจากความหมายดังกล่าว พฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการ เรียนรู้จะต้องมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
             1. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร  จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้น หากเป็นการ เปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้   เช่น   นักศึกษาพยายามเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ บางคำ   หากนักศึกษาออกเสียงได้ถูกต้องเพียงครั้งหนึ่ง แต่ไม่สามารถออกเสียงซ้ำให้ถูกต้องได้อีก   ก็ไม่นับว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ ดังนั้นจะถือว่านักศึกษาเกิดการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อออก เสียงคำ ดังกล่าวได้ถูกต้องหลายครั้ง ซึ่งก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรนั่นเอง    อย่างไรก็ดี ยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่เปลี่ยนแปลงชั่วคราวอัน เนื่องมาจากการที่ ร่างกายได้รับสารเคมี ยาบางชนิด หรือเกิดจากความเหนื่อยล้า เจ็บป่วยลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการเรียนรู้
            2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะต้องเกิดจากการฝึกฝน  หรือเคยมีประสบการณ์  นั้น ๆ มาก่อน     เช่น   ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ ต้องได้รับการฝึกฝน และถ้าสามารถใช้เป็นแสดงว่าเกิดการเรียนรู้    หรือความ สามารถในการขับรถ ซึ่งไม่มีใครขับรถเป็นมาแต่กำเนิดต้องได้รับการฝึกฝน หรือมีประสบการณ์ จึงจะขับรถเป็น           ในประเด็นนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องฝึกฝนหรือมีประสบการณ์ ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเจริญเติบโต        หรือการมีวุฒิภาวะ และพฤติกรรมที่เกิดจากแนวโน้มการตอบ สนอง ของเผ่าพันธุ์  (โบเวอร์ และอัลการ์ด 1987, อ้างถึงใน ธีระพร อุวรรณโน,2532:285)
      ธรรมชาติของการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน คือ
              1. ความต้องการของผู้เรียน (Want) คือ ผู้เรียนอยากทราบอะไร เมื่อผู้เรียนมีความต้องการอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใดก็ตาม จะเป็นสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
              2. สิ่งเร้าที่น่าสนใจ (Stimulus) ก่อนที่จะเรียนรู้ได้ จะต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ และน่าสัมผัสสำหรับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ดิ้นรนขวนขวาย และใฝ่ใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่น่าสนใจนั้น ๆ
              3 . การตอบสนอง (Response) เมื่อมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจและน่าสัมผัส มนุษย์จะทำการสัมผัสโดยใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น ตาดู หูฟัง ลิ้นชิม จมูกดม ผิวหนังสัมผัส และสัมผัสด้วยใจ เป็นต้น ทำให้มีการแปลความหมายจากการสัมผัสสิ่งเร้า เป็นการรับรู้ จำได้ ประสานความรู้เข้าด้วยกัน มีการเปรียบเทียบ และคิดอย่างมีเหตุผล
              4. การได้รับรางวัล (Reward) ภายหลังจากการตอบสนอง มนุษย์อาจเกิดความพึงพอใจ ซึ่งเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง จะได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การได้เรียนรู้ ในวิชาชีพชั้นสูง จนสามารถออกไปประกอบอาชีพชั้นสูง (Professional) ได้ นอกจากจะได้รับรางวัลทางเศรษฐกิจเป็นเงินตราแล้ว ยังจะได้รับเกียรติยศจากสังคมเป็นศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจทางสังคมได้ประการหนึ่งด้วย
      ลำดับขั้นของการเรียนรู้   ในกระบวนการเรียนรู้ของคนเรานั้น จะประกอบด้วยลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ 3  ขั้นตอนด้วยกัน คือ
             1. ประสบการณ์
            
2. ความเข้าใจ และ
            
3. ความนึกคิด
            1.ประสบการณ์ ( experiences )      ในบุคคลปกติทุกคนจะมีประสาทรับรู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่ที่เป็นที่เข้าใจก็คือ ประสาทสัมผัสทั้งห้า     ซึ่งได้แก่   ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ประสาทรับรู้เหล่านี้จะเป็นเสมือนช่องประตูที่จะให้บุคคลได้รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง  ๆ
ถ้าไม่มีประสาทรับรู้เหล่านี้แล้ว    บุคคลจะไม่มีโอกาสรับรู้หรือมีประสบการณ์ใด ๆ เลย   ซึ่งก็เท่ากับเขาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใด ๆ  ได้ด้วย ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับนั้นย่อมจะแตก ต่างกัน บางชนิดก็เป็นประสบการณ์ตรง   บางชนิดเป็นประสบการณ์แทน           บางชนิดเป็นประสบการณ์รูปธรรม   และบางชนิดเป็นประสบการณ์นามธรรม หรือเป็นสัญลักษณ์
            2. ความเข้าใจ ( understanding ) หลังจากบุคคลได้รับประสบการณ์แล้ว   ขั้นต่อไปก็คือ ตีความหมายหรือสร้างมโนมติ ( concept )      ในประสบการณ์นั้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมองหรือจิตของบุคคล เพราะสมองจะเกิดสัญญาณ ( percept ) และมีความทรงจำ ( retain ) ขึ้น ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า "ความเข้าใจ"  ในการเรียนรู้นั้น บุคคลจะเข้าใจประสบการณ์ที่เขาประสบได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถจัดระเบียบ ( organize ) วิเคราะห์ ( analyze ) และสังเคราะห์ ( synthesis ) ประสบการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งหาความหมายอันแท้จริงของประสบการณ์นั้นได้ 
            3. ความนึกคิด ( thinking )   ความนึกคิดถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนรู้    ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง Crow ( 1948 ) ได้กล่าวว่า ความนึกคิดที่มีประสิทธิภาพนั้น   ต้องเป็นความนึกคิดที่สามารถจัดระเบียบ ( organize ) ประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ที่
ได้รับให้เข้ากันได้ สามารถที่จะค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดบูรณาการ การเรียนรู้อย่างแท้จริง
          การประยุกต์หลักจิตวิทยาการ ถือเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของวิทยากร  เพราะวิทยากร จะเป็นจุดเด่นของสายตามากมาย ที่จับจ้อง  การใช้จิตวิทยาถือว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่ง สิ่งที่นักวิทยากร จะต้องนำมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในขณะนั้น เวลานั้น  คือ  การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง  อิทธิพลของผู้ฟัง
            การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง   เป็นส่วนหนึ่งของการอบรม เพราะวิทยากรจะต้องคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเข้าใจในความหมายที่เราพูด  เช่น การใช้ภาษา
ที่ไม่ทับศัพท์ ที่เข้าใจยาก เพราะคนเรานั้นขีดความรับรู้ ความเข้าใจ และความสามารถไม่เท่ากัน    วิทยากรควรนำมาประยุกต์ภาษา  หรือยกตัวอย่างที่ฟังแล้วเข้าใจตรงการ  ใช้ภาษาที่ไม่ทับศัพท์ มากเกินไปใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเวลา และโอกาส  ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตาม
            อิทธิพลของผู้ฟัง   เพราะสังคมเรานี้มีความคิดเห็นมากมาย หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลทั้งสิ้น       ทั้ง ความสนใจตอบ สนอง การสร้างสิ่งเร้าใจ ให้ผู้เข้ารับการอบรมไม่เบื่อหน่าย มีการเล่นเกมประกอบเป็นบางครั้ง เพื่อให้เขามีส่วนร่วมในกิจกรรม  หรือเพิ่มตลกขบขัน เป็นบางโอกาส  พร้อมกับส่ายสายตาไปมา  เน้นน้ำเสียงเป็นบางครั้ง
            ดร.ประดินันท์  อุปรมัย  ได้แบ่งกลุ่มนักจิตวิทยาที่อธิบายพัฒนาการทางบุคลิกภาพของบุคคลออกเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม ตามวิธีการศึกษาทัศนะ คือ
           
1. นักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ ซึ่งใช้วิธีการศึกษาบุคลิกภาพของบุคคล ด้วยการวิเคราะห์จิตของคนไข้โรคจิตเป็นส่วนใหญ่
            
2. นักจิตวิทยากลุ่มเน้นลักษณะของบุคคล ซึ่งใช้วิธีศึกษาบุคลิกภาพของบุคคลปกติทั่วไป โดยเน้นศึกษาลักษณะของบุคคลเป็นสำคัญ
                3. นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ซึ่งใช้วิธีศึกษาพฤติกรรมของบุคคล โดยนำเอาความรู้พื้นฐาน ที่ได้จากการทดลองกับสัตว์ มาประยุกต์ กับการศึกษาพฤติกรรมของบุคคล
        
   4. นักจิตวิทยากลุ่มมนุษย์นิยม ซึ่งมีความเชื่ออย่างลึกซึ้ง ในเรื่อง แนวโน้มในการพัฒนาศักยภาพแห่งตน และมีพื้นฐานความเชื่อในปรัชญาอัตภาวนิยม
          จากแนวคิดที่นักจิตวิทยาได้ให้ทัศนะในการพัฒนาบุคลิกภาพไว้นี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาบุคลิกภาพ จะต้องมีการพัฒนาหลาย ๆ ด้าน และหลาย ๆ วิธี ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาประสบความสำเร็จ การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนา และนำมาประยุกต์ในการศึกษา  และการนำเสนอ
        สรุป  การใช้จิตวิทยาถือว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ที่จะต้องนำมาวิเคราะห์  และประยุกต์ใช้ในขณะนั้น เวลาที่พูด  ทั้งก่อน และหลังการพูด  เพื่อเป็นการคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเข้าใจในความหมายที่เราพูดและไม่เบื่อ และเข้าใจง่ายขึ้น


เรื่องที่ 7  เทคนิคการฝึกอบรมแบบต่างๆ  และกิจกรรมประกอบการนำเสนอ
               1. เทคนิคการฝึกอบรมแบบต่าง ๆ ของวิทยากร
           
    วิทยากรจะประสพความสำเร็จในการพูด และการบรรยายจนเป็นที่กล่าวขานนั้นๆ จะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มในการหาวิธีการ และกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นและจูงใจ ผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้สึกสนุกไปพร้อมๆ กับความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับจากวิทยากร และจะต้องคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการปรับปรุงการบรรยายของตนให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยการนำเสนอเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจมาประยุกต์ใช้ในการสร้างบรรยากาศ
                 เทคนิคการฝึกอบรมเป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อการจัดฝึกอบรมเป็นอย่างมาก    เพราะการอบรม  เพื่อเพิ่มพูนสรรถภาพและประสิทธิภาพของบุคคล  ในด้านความรู้ความเข้าใจ ทักษะและทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอันจะทำให้สามารถนำสิ่งที่ฝึกอบรมให้นั้น    ไปปรับใช้ได้กับการปฏิบัติงานจริง   ซึ่งการสร้างภาวะการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนสิ่งต่าง ๆ   ดังกล่าวนั้น  ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการประยุกต์  และเลือกใช้เทคนิคและวิธีการฝึกอบรมรวมถึงสื่อการสอนที่เหมาะสม    และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม    เนื้อหาสาระในการหลักสูตร  ผู้เข้ารับการฝึกอบรม      ความรู้และความสามารถของผู้เป็นวิทยากร       ในการเลือกเทคนิคที่จะถ่ายทอดสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกเครื่องมือเครื่องใช้  และวัสดุอุปกรณ์  รวมทั้งโสตทัศนูปกรณ์  ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ในแต่ละโครงการฝึกอบรม  ตลอดจนค่าใช้จ่าย  ฯลฯ  เป็นต้น
       ความหมายของเทคนิคการฝึกอบรม
                 วิธีการ  หรือเครื่องมือ หรือกิจกรรม  ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและสื่อความหมายระหว่างผู้ที่เป็นวิทยากรกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม หรือระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกัน  หรือระหว่างบุคคลอื่นใด   ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมในกระบวนการฝึกอบรม เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลด้านความรู้  ทักษะ  และทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในระดับที่ต้องการ  เพื่อนำความรู้  ทักษะ  และทัศนคติไปใช้ในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
          ประเภทของเทคนิคในการฝึกอบรม
              การบรรยาย ( Lecture ) เป็นเทคนิควิธีที่ใช้ในการถ่ายทอด  ความคิดเห็น   ความรู้ตลอดจนข้อมูล   ข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ฟังเป็นเทคนิคที่แพร่หลายและสามารถใช้ประกอบกับเทคนิคอื่น ๆ ได้  แต่มีจุดด้อยตรงที่ลักษณะของการบรรยายจะเป็นระบบสื่อสารทางเดียว  ยิ่งถ้ามีเวลาจำกัดโอกาสที่จะให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการซักถาม        หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่บรรยายจะไม่มี  ผู้บรรยายไม่สามารถประเมินได้ว่าเมื่อจบการบรรยายแล้วผู้ฟังมีความรู้  ความเข้าใจ  ในสิ่งที่บรรยายมากน้อยเพียงใด    ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดจากการบรรยาย  ความสำเร็จของการบรรยายจะขึ้นอยู่กับความสามารถ   และประสบการณ์ของผู้บรรยาย  กล่าวคือผู้บรรยายบางคนสามารถบรรยายเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ  ให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ    เกิดความกระจ่าง  เกิดเป็นรูปธรรม  นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง  ถ้าจะพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วอาจคิดว่าการบรรยายเป็นสิ่งที่ง่ายสามารถใช้ได้ทุกโอกาส     ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าจะให้การบรรยายเกิดประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ  มีส่วนที่ต้องดำเนินการ  2  ส่วน  คือ  การเตรียมตัวในการบรรยาย  กับการบรรยาย
        ข้อดี
             1. การบรรยายเป็นเทคนิคที่ง่ายต่อการใช้  ผู้ที่มีประสบการณ์จะใช้เวลาในการเตรียมตัวน้อยลง
             2.
เนื้อหาสาระที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เวลาในการอบรมด้วยวิธีอื่น
             3.
สามารถให้การอบรมคนเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละครั้ง
             4.
สะดวกและช่วยลดภาระงานด้านการจัดการของฝ่ายฝึกอบรม
             5.
สามารถเน้นเนื้อหาระได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการอบรม
             6.
การบรรยายนอกจากจะใช้เป็นเทคนิคเฉพาะแล้ว  ยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการฝึกเทคนิคอื่น ๆ  เช่น  การฝึกปฏิบัติงานจริงจำเป็นต้องใช้การบรรยายนำก่อน  จึงอาจกล่าวได้ว่า  การบรรยายเป็นเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคอื่น 
     ข้อจำกัด
         1. ประสิทธิภาพของการบรรยายขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของวิทยากร
              2. การบรรยายเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียว  ถ้าไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถาม 
 จะไม่สามารถประเมินได้ว่า  ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่บรรยายเพียงใด
         3. การบรรยายไม่อาจใช้กับทุกเรื่องได้ เช่น  เรื่องที่ต้องการข้อสรุปเพื่อการนำไปปฏิบัติการ
       
 4. ช่วงความสนใจในการฟังของบุคคลแต่ละวัย  แต่ละระดับบุคคลในองค์การมีขีดจำกัด หากใช้เวลาในการบรรยายมากเกินไป  จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายที่กำหนด
             การฝึกอบรมที่ดีต้องใช้เทคนิควิธีที่หลากหลายประกอบกัน เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาของบทเรียน ระยะเวลาและ กลุ่มผู้ฟัง เทคนิคการฝึกอบรมแต่ละเทคนิคจะมีความเหมาะสม มีข้อดีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป เทคนิคการฝึกอบรม ได้แก่ การ บรรยาย การอภิปราย การแบ่งกลุ่มย่อยฝึกปฏิบัติ การระดมสมอง การฝึกปฏิบัติ การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น
           วิทยากร  คือใคร   พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ..2525    อธิบายว่า วิทยากร หมายถึง  ผู้ทรงความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาของตน ศัพท์ที่ใกล้เคียงกันในภาษาอังกฤษที่นิยมใช้ทั่วไป คือ  Instructorซึ่ง Dictionary ของ Webster    ให้คำจำกัดความว่า    instructor, one who instructs และได้ให้คำ อธิบายว่า instruct หมายถึง to join together, to teach, to educate, to import knowledge or information ; to train.แต่ในความเข้าใจโดยทั่วไป วิทยากร   คือ  ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์       กับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสัมมนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   มีข้อสังเกตว่าคำว่า วิทยากร นี้ นิยมใช้ในด้านการฝึกอบรมพัฒนาของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมาก กว่าการศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับ วิทยากรในสถานศึกษาก็คือ ครู อาจารย์ ซึ่งแม้ว่าในบาง ครั้งจะทำหน้าที่เหมือนกันกับวิทยากรก็ตามอย่างไรก็ดี   ในเชิงวิชาการด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล นักวิชาการด้านนี้มีมุมมองที่กว้างขวางออกไป เมื่อกล่าวถึง       วิทยากร เช่น วิทยากร    คือ   ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญที่จะทำ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ เกิดความเข้าใจ เกิดทักษะ และเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปตาม
            วัตถุประสงค์วิทยากรตามความคิดเห็นของ
Malcolm Knowles   คือ   ผู้เป็นแหล่งความรู้หรือผู้ช่วยอำนวยให้เกิดการเรียนรู้ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่4 ซึ่งสอดคล้องกับนักวิชาการพัฒนาทรัพยากรบุคคลท่านอื่น โดยเฉพาะ Leonard Nadler ซึ่งได้จัดกลุ่มผู้มีหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
             
1. กลุ่มผู้ชำนาญการเรียนรู้  (Learning Specialist)
              2.
กลุ่มผู้อำนวยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ( Manager of HumanResource Development )
              3. กลุ่มที่ปรึกษา (Consultant )  โดยได้กล่าวว่า Instructo  ซี่งนิยมใช้กันมากในภาคธุรกิจมีบทบาทหน้าที่เป็นผู้อำ นวยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง หลายประการ จึงจะขอใช้คำ ว่าFacilitator แทน
           
ฉะนั้น หากจะวิเคราะห์ตามความเห็นของนักวิชาการ     ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว วิทยากรจึงมิได้หมายถึง    ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่สอน ถ่ายทอดความรู้ที่ตนมีอยู่ไปยังผู้เรียนรู้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ผู้ที่อำนวยการต่าง   เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากแหล่งความรู้     ซึ่งจะมาจากตัววิทยากรหรือจากแหล่งอื่น    ก็ได้ จนกระทั่งผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ที่จะนำ ไปสู่การเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมอันเป็นจุดประสงค์ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาบุคคลนั้น   
           วิทยากร คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญ ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรม เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะ เกิดทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และสามารถจุดประกายความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่องหรือวิชานั้น ๆ พิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่าวิทยากรควรมีบทบาทที่สำคัญหลายระการตามแผนภูมิต่อไปนี้
               1. วิทยากร (RESOURCE PERSON)
         
2. ผู้บรรยาย ผู้ทำให้เกิดการเรียนรู้ (LECTURER) (INSTRUCTOR)
         
3. ผู้สอน ผู้ฝึก (TEACHER) (TRAIINER)
          
4  พี่เลี้ยง ( MENTOR )
            เมื่อทราบความหมายและบทบาทของวิทยากรแล้วก็ควรพิจารณาด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นวิทยากรที่ดีและมีประสิทธิภาพ ทั้งเทคนิค ลีลา  และน้ำเสียงในการพูด  กรณีนี้มีผู้รู้ได้กล่าวถึงไว้อย่างหลากหลายต่างกรรมต่างวาระกันอันอาจจะสรุปรวมเป็นคุณสมบัติ ของวิทยากรที่ดี มีประสิทธิภาพ และการมีเทคนิคในการพูดได้ดังนี้
            1. คุณลักษณะทั่วไป
          
1.1. มั่นใจในตนเอง เตรียมพร้อม ซ้อมดี มีสื่อและวิธีการ ที่เหมาะสม
                 1.2. เป็นคนช่างสังเกต คอยสังเกตพฤติกรรมทางกาย วาจา
ตลอดจนกระบวนการกลุ่มของผู้เข้ารับการอบรม
          
1.3. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
          
1.4. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง
           1.5. มีการวางแผนที่ดี ทั้งเนื้อหาและลำดับขั้นตอนการนำเสนอรวมทั้งสื่อและเครื่องมือการสื่อสาร
          
1.6. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและประสานงานเก่ง
          
1.7. มีบุคลิกภาพที่ดี
                  1.8. มีความเป็นกัลยาณมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง คอยช่วยเหลือด้วยน้ำใจ มีความเมตตา ยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลและมีความเห็นใจของผู้เข้ารับการอบรม
 
                 1.9. เป็นนักประชาธิปไตย มีความยืดหยุ่น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่สรุป
ตัดบทง่าย ๆ เมื่อมีผู้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
          
1.10. มีความจิรงใจในการถ่ายทอดความรู้
                 1.11. ปฏิบัติตนต่อผู้เข้ารับการอบรมอย่างเสมอภาค ทัดเทียม วางตนเหมาะสม
กับทุกคน

 
                1.12. มีแบบฉบับลีลาที่เป็นของตนเองยอมรับจุดเด่นและจุดด้อยของตนและ มีความภูมิใจและเข้าใจ ในบุคลิกภาพของตนเอง และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ การเป็นวิทยากร
 
          2 . ต้องรู้จริง
                  2.1. ต้องเป็นคนรอบรู้ ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ
                  2.2 . ต้องรู้รายละเอียดในเรื่องนั้นอย่างเพียงพอ

                  2.3 . ต้องเข้าใจเหตุผลของรายละเอียดนั้น
          
2.4 .  ต้องรู้สมมติฐานหรือความเป็นมาของสิ่งนั้น
          
2.5 .  ต้องสามารถประยุกต์สิ่งนั้นให้เห็นเป็นจริงได้
            3 . ถ่ายทอดเป็นหรือเทคนิคการพูด
                  3.1. มีเทคนิคต่าง ๆ เช่น การบรรยาย การนำอภิปราย การสัมมนา กรณีศึกษา การจัดกิจกรรม ฯลฯ เพื่อทำให้เกิดความรู้ เข้าใจง่าย ได้สาระ
           
3.2. พูดเป็น คือ พูดแล้วทำให้ผู้ฟังเข้าใจตามที่พูดได้อย่างรวดเร็ว สามารถพูดเรื่องยาก ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
                  3.3. ฟังเป็น คือ ตั้งใจฟัง ฟังให้ตลอด ขณะที่ฟังต้องควบคุมอารมณ์ ขณะที่ฟังอย่าคิดคำตอบทันที และเท่อฟัง จงฟัง เอาความหมายมากกว่าถ้อยคำ
                  3.4. นำเสนอเป็นประเด็นปละสรุปประเด็นให้ชัดเจน
                  3.5. มีอารมณ์ขัน สร้างบรรยากาศในการอบรมได้อย่างเหมาะสม
                  3.6. มีประสิทธิภาพในการอบรม สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติได้ดี มองเห็นเป็นรูปธรรม
                  3.7. ใช้ภาษาพูดได้ดี ใช้ภาษาง่าย ๆ รู้จักเลือกภาษาให้ตรงกับเนื้อหาและตรงกับความต้องการและพื้นฐานความรู้ของผู้ฟัง
            4. มีหลักจิตวิทยาในการสอนผู้ใหญ่
                  4.1. ความสนใจในการรับฟังจะเกิดขึ้นจากการรับรู้ถึงเรื่องที่วิทยากรจะพูดหรือบรรยาย
                  4.2. มุ่งประโยชน์ในการรับฟังเป็นสำคัญ
                  4.3. จะตั้งใจแลเรียนรู้ได้ดี ถ้าวิทยากรแยกเรื่องที่สอนออกเป็นประเด็น / ขั้นตอน
                  4.4. จะเรียนรู้ได้ดีถ้าได้ฝึกปฏิบัติไปด้วยพร้อม ๆ กับการรับฟัง
                  4.5. จะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ถ้าฝึกแล้วได้ทราบผลของการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
 
                 4.6. จะ เรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการฝึกหัดอยู่เสมอ
                  4.7. จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเปิดโอกาสให้ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ อย่าเร่งรัด
เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน
   
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเป็นวิทยากรที่ควรเสนอไว้เพิ่มเติมอีกด้วยว่าวิทยากรที่ดีจะต้องมีความพร้อม ดังนี้.
                  1. ต้องมีกิจกรรมมากกว่าการบรรยาย
                  2. ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี
                  3. ต้องมีสื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
                  4. ต้องมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา เวลา และตรงเวลา
                  5. ต้องให้คนติดใจในการเรียนรู้ มิใช่ติดใจในลีลาการแสดงเพราะวิทยากรไม่ใช่นักแสดง
        
     6. ต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าวิทยากรมีหน้าที่ไปทำให้เขารู้อย่าไปอวดความรู้แก่เขาและวิทยากรไม่มีหน้าที่พูดให้คนอื่นงง
            สำหรับเทคนิคที่วิทยากรควรปฏิบัติบ่อย ๆ  นั้นคือการฝึกฝนตนเอง    และการศึกษาข้อมูล สื่อการนำเสนอ สาระสำคัญ  และศิลปะการพูด เพื่อปรับบุคลิกตนเองให้มีความสง่างาม และประยุกต์รูปแบบการนำเสนอ     ให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความเป็นกันเอง สนุก และเห็นความสำคัญของการฝึกอบรม เช่น

                  1. คิดหาเกมใหม่ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่จะนำเสนอ
                  2. ประยุกต์ใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นจูงใจผู้ฟังให้เกิดความรู้สึกร่วม
             
   3. ปรับเปลี่ยนสื่อและอุปกรณ์การสอนให้เหมาะสมและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
                  4. ยกตัวอย่างและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น
                  5. ปรับปรุงเอกสารประกอบการบรรยายให้เหมาะสมและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ 

          สรุป    วิทยากรจะประสพความสำเร็จในการพูด นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มในการหาวิธีการ   เพื่อกระตุ้นและจูงใจผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้สึกสนุกไปพร้อม  ๆ  กับความรู้     และประสบการณ์ต่าง ๆ  ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะ เกิดทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม   จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และสามารถจุดประกายความคิด     เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่อง  หรือวิชานั้น ๆ     

เรื่องที่ 3 การเตรียมตัวและการสร้างบุคลิกภาพสำหรับวิทยากร

เรื่องที่ 3 การเตรียมตัวและการสร้างบุคลิกภาพสำหรับวิทยากร

           1. การเตรียมตัว คุณสมบัติของวิทยากรที่ดี จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "มืออาชีพ" ควรมีหัวบทพูดประกอบด้วยกัน  ส่วนคือ  คำปฏิสันถาร  คำนำ  เนื้อหา  และสรุป และมีหัวใจของ "PROFESSIONAL"  คือต้องมีการเตรีมการที่ดี  และ ซึ่งมีดังนี้
            P          =          Presentation Skill (ทักษะในการนำเสนองาน )
            R          =          Reliability (
ความน่าไว้วางใจ)
            O         =          Oral Communication (
การสื่อสารด้วยวาจา)
            F          =          Friendliness (
ความเป็นมิตร)
            E          =          Energetic (
ความกระตือรือร้น)
            S          =          Self Confidence (
ความมั่นในใจตนเอง)
            S          =          Strategic Leadership (
ผู้นำเชิงกลยุทธ์)
            I           =          Initiative (
ความคิดริเริ่ม)
            O         =          Observation (
การสังเกต)
            N         =          Net Working (
การสร้างเครือข่าย)
            A          =          Achievement (
การมุ่งเน้นความสำเร็จ)
            L          =          Listening Skill (
ทักษะในการรับฟัง)
            อาชีพวิทยากรคงหนีไม่พ้นการพูดบนเวทีต่อหน้ากลุ่มคนจำนวนหนึ่ง     ดังนั้นทักษะในการนำเสนองานจึงเป็นทักษะที่สำคัญ ถือเป็นหัวใจของอาชีพวิทยากรก็ว่าได้ การชี้แจงและให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้ฟังอย่างชัดเจน เห็นภาพ     รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนปฏิกิริยา   และการตอบสนองของผู้ฟังได้ทุกกลุ่ม ทุกระดับ ตลอดจนสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นต่าง ๆ
การเตรียมความพร้อม ถือเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของวิทยากร มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1. จัดเตรียมเอกสารและสื่อต่าง ๆ ให้พร้อมทุกครั้งก่อนนำเสนองาน
        2. วิเคราะห์คุณลักษณะของผู้ที่เข้ารับการอบรม เช่น ตำแหน่งงาน อายุงาน อาชีพ ระดับการศึกษา เป็นต้น
        3. อธิบายและยกตัวอย่างประสบการณ์ที่บรรลุผลสำเร็จ (Best Practice) ให้ผู้ฟังเข้าใจและเห็นภาพชัดเจน
4. ตอบข้อซักถามจากผู้ฟังได้ตรงประเด็น ชัดเจน และถูกต้อง
            5. ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เข้าอบรม
6. กระตุ้นจูงใจให้ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมในระหว่างการนำเสนองาน
7. ปรับเปลี่ยนวิธีการ แนวทาง และการแสดงออก ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟัง
ในระดับต่าง ๆ
       2.การสร้างบุคลิกภาพสำหรับวิทยากร
               ผู้ที่จะเป็นวิทยากรมืออาชีพจะต้องมีพฤติกรรม บุคลิก และการแสดงออก ด้วยกิริยาท่าทางและน้ำเสียงจริงใจ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อบุคคลที่ติดต่อ และประสานงานด้วย   มีความพร้อมทั้งเนื้อหา และ สาระพร้อมให้ข้อมูล สร้างความน่าเชื่อถือให้ปรากฏแก่ผู้ฟัง  พร้อม กับ ศึกษา และความเข้าใจในพฤติกรรมของแต่ละคน    มีการแสดงออกถึงความจริงใจ     และความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ ส่งเสริมและสนับสนุนความสำเร็จของผู้อื่น รวมถึงรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับบุคคลต่าง ๆ    ถ้าผู้พูดมีบุคลิกลักษณะที่ดี สง่าผ่าเผย  แสดงถึงความพร้อม และเชื่อมั่นในตนเองก็  จะส่วนดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้  ลักษณะท่าทางที่ปรากฏแก่สายตาแก่ผู้ฟังทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ น่าศรัทธา พฤติกรรมของวิทยากร ที่ดี ที่แสดงออกให้เป็นที่ยอมรับของผู้เข้ารับการอบรม หรือผู้ฟัง และน่าเชื่อถือให้ความเคารพ คือ
             1. มาถึงสถานที่บรรยายก่อนเวลา ในระยะเวลาที่เหมาะสม
          
  2. ให้ข้อมูลและตอบคำถามของผู้ฟังตามความรู้และประสบการณ์ของตนอย่างเต็มที่
          
  3. ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแนะนำกับผู้ร้องขอถึงแม้จะไม่ใช่ผู้เข้ารับการอบรม
       
     4. ยินดีให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และข้อมูลข่าวสารแก่บุคคลต่าง ๆ ในทุกเวลา
             5. แสดงกิริยาและน้ำเสียงที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างจริงใจ
            6. ไม่เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ที่มาขอคำปรึกษาให้ผู้อื่นทราบ
            7. เต็มใจที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลต่าง ๆ แสดงความสามารถและความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
                                            

                                          ตารางการปฏิบัติของวิทยากร

ประเด็น/คำแนะนำหลัก

เรื่องเล่า/ตัวอย่างประสบการณ์
แหล่ง
ข้อมูล
การเตรียมการ และวางแผนงานออกตรวจสอบสถานประกอบการ

การออกตรวจสถานประกอบการในแต่ละครั้ง พบว่าก่อนที่จะออกตรวจ ต้องมีการวางแผนขั้นตอน ต่างๆได้แก่
 
1. การปฏิบัติงาน มีการเตรียมเอกสาร คู่มือประกอบ พร้อมทั้งกำหนดประเด็นในการที่จะออกตรวจสอบสถานประกอบการนั้นๆ ในขั้นตอนการปฏิบัติงานก็ต้องมีการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ประสานงานในทีมให้เกิดความร่วมมือ และเตรียมตัวเองให้พร้อม

  
 2. การแต่งกาย ให้เหมาะสม ตามกาลเทศะ สถานที่ เพื่อส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพที่ดี
 3. การวางตัว  ควรวางตัวให้เหมาะสม รู้จักวิธีการประสานงานที่ดี มีความสุภาพ เพื่อให้สามารถเข้าถึง
นายจ้างได้ง่าย

  
  

ประเด็น/คำแนะนำหลัก

เรื่องเล่า/ตัวอย่างประสบการณ์
แหล่ง
ข้อมูล
1. หลักการทำงานสอบข้อเท็จจริง ต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับตนเองและต้องหมั่นศึกษาหาความรู้


1. พบว่าการทำงานสอบข้อเท็จจริงต้องมีความพร้อมและการเตรียมตัวในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะตัวเองต้องมีการกำหนดประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องการสอบ และอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยจาก  ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะอาศัยศึกษาจากแฟ้มงานเก่าๆ ของรุ่นพี่ๆ ที่เคยทำงานด้านนี้ ปรึกษาผู้รู้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งในบางครั้งต้องอาศัยหลักกฎหมาย ถูกต้อง และแม่นยำ


ประเด็น/คำแนะนำหลัก
เรื่องเล่า/ตัวอย่างประสบการณ์
แหล่ง
ข้อมูล
2.  หลักการเป็นวิทยากรที่ดี ต้องมีต้นแบบที่ดี และหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ กล้าที่จะผ่านเวทีเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

2. สำหรับการเป็นวิทยากรที่ดี มีหลักคือ ต้องพัฒนาตนเองโดยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นศึกษาหาความรู้ อ่านหนังสือ เพิ่มเติมความรู้ให้ตนเอง มีความรู้รอบตัว และอาศัยเทคนิคในการสื่อสารที่ดี พูดจาชัดเจน ฟังเข้าใจง่าย กล้าที่จะผ่านเวทีต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเป็นวิทยากร รวมทั้งต้องเสริมในเรื่องที่ผู้ฟังให้ความสนใจก็คือ เรื่องของสุขภาพ นอกจากนั้นการเป็นวิทยากรที่ดีจะต้องแต่งกายให้เหมาะสม สุภาพ เพื่อส่งเสริมให้มีบุคลิกภาพที่ดี ในระหว่างการเป็นวิทยากรรู้จักใช้เทคโนโลยีประกอบให้คล่อง ลักษณะท่าทางต้องดูให้เหมาะสมไม่ลุ่มล่ามใช้มือมากเกินไป สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองกับผู้ฟัง ที่สำคัญต้องตรงต่อเวลา


        สรุป  วิทยากรต้องมีการเตรียมความพร้อมในการบรรยายต้องมีพฤติกรรมที่ดี ที่แสดงออกให้เป็นที่ยอมรับของผู้เข้ารับการอบรม หรือผู้ฟัง และน่าเชื่อถือให้ความเคารพ มีบุคลิกลักษณะที่ดี สง่าผ่าเผย  แสดงถึงความพร้อม และเชื่อมั่นในตนเอง ที่จะะส่วนดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง ทั้ง ลักษณะท่าทางที่ปรากฏแก่สายตาแก่ผู้ฟังทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ น่าศรัทธา พฤติกรรมของวิทยากร ที่ดี ที่แสดงออกให้เป็นที่ยอมรับของผู้เข้ารับการอบรม หรือผู้ฟัง

 เรื่องที่  4 เทคนิควิธีการพูดที่ดี  และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

         1.เทคนิควิธีการพูดที่ดี  อาชีพวิทยากร เป็นอาชีพที่มีลักษณะของการขายอย่างหนึ่ง เป็นการขาย "คำพูด" ให้คนเลื่อมใสศรัทธา เพราะคำพูดนั้นจะแสดงออกถึงความรู้ ความถนัด และประสบการณ์ที่ได้รับมา ทั้งนี้ คำพูดที่สื่อออกมาจะส่งผลทั้งคุณและโทษต่อตัวผู้พูดเองดังที่คำโบราณพูดติดปากกันว่า ปลาหมอ ตายเพราะปาก การสื่อสารด้วยการใช้คำพูดเพื่ออธิบายชี้แจงโน้มน้าวชักจูง และแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ   ให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างชัดเจน    รวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการ  และลักษณะของคำพูดที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังที่แตกต่างกันได้  เพราะ กลุ่มผู้ฟังนั้น ทั้ง เพศ วัย คุณวุฒิ  ความรู้  ไม่เท่ากัน  วิทยากรที่ดี ก็ควรคิดหาเทคนิค
            การพูดเป็นพฤติกรรมสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ไม่ใช่สัญชาตญาณตามธรรมชาติ และความจำเป็น ทำให้มนุษย์ต้องพูด และพูดได้แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถพูดได้เองตามธรรมชาติ ต้องอาศัยการเรียนรู้จากบุคคลแวดล้อม และเรียนรู้ตามลำดับแห่งความเจริญเติบโต เริ่มต้นด้วยคำพูดที่มีฐานที่เกิดของ เสียงจากริมฝีปากก่อน แล้วจึงเรียนรู้วิจิตพิสดารมากขึ้น การเรียนรู้เพื่อให้พูดได้เป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้นของการพูดเท่านั้น     เพราะหากทำได้เพียงเท่านั้น ก็จะต้องประสบกับปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างแน่นอน    ดังนั้นหากต้องการพูดให้ได้ผลดีจริงๆ ต้องฝึกฝนการพูดโดยอาศัยหลักวิชาการพูดซึ่งมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้
           
การพูดที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นมิ ใช่ว่าผู้พูดอยากจะพูดอะไรก็ได้เพราะนั้น อาจส่งผลกระทบในทางลบกับตัวผู้พูดเอง การจะเป็นผู้พูดที่ดีต้องมีการศึกษาและฝึกฝนวิธีการพูดที่ถูกต้อง ซึ่งวิธีการพูดที่ถูกต้องนั้นก็มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อให้ผู้พูดสามารถจะนำไปศึกษาและฝึกฝนได้ ดังนั้นจึงถือว่าการพูดเป็นทั้งศาสตร์ (science) อันหมายถึง เป็นวิชาความรู้ และความเชื่อที่กำหนดไว้อย่างมีระบบระเบียบ และสามารถพิสูจน์หรือสามารถหาข้อเท็จจริงได้และ ศิลป์ (art)   เพราะต้องอาศัยการฝึกฝน โดยใช้เทคนิควิธีการที่จำเป็น ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีหรือพลิกแพลงในด้านต่างๆ  ให้เหมาะแก่ผู้พูดแต่ละคน เพื่อให้การพูดของเขาในแต่ละครั้งนั้นเป็นการพูดที่ดีมีรสชาติ มีชีวิตชีวาและทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน คล้อยตาม หรือประทับใจขึ้นได้ เป็นต้น
            มีหลายคนที่เชื่อว่าการพุดเป็นพรสวรรค์ หรือเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงไม่อาจศึกษาและฝึกฝนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าจะกล่าวโดยทั่วไป การเรียนในทุกสาขาวิชาก็ต้องอาศัยพรสวรรค์อยู่บ้าง ในแง่ที่ว่าบางคนอาจเรียนได้ดีกว่า เร็วกว่า หรือ รู้จักประโยชน์ได้มากกว่าบางคน ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์แม้กระทั้งวิชาคัดลายมือ ในวิชาการพูดก็เช่นกันบางคนอาจจะเรียนได้ดีกว่า เร็วกว่า หรือ รู้จักประโยชน์ใช้ได้มากกว่าบางคน แต่ทุกคนสามารถเรียนได้ ผู้ที่เรียนย่อมมีหลีกที่ดีกว่าเดิมและดีว่าผู้ที่ไม่ได้เรียนการเรียนวิชาการพูดที่ถูกต้องต้องเรียนทั้งในฐานะที่เป็นศาสตร์และศิลป์ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว
     หลักบันได
7 ขั้นของการพูด ของ ดร.นิพนธ์ ศศิธร    ได้กล่าวถึงบันได 7 ขั้นที่ จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งการเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ดังนี้
            1. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด
            2.
การจัดระเบียบเรื่อง
            3.
การหาข้อความอื่นๆ มาประกอบหรือขยายความออกไป
            4.
การเตรียมอารัมภบทหรือบทนำ
            5
 การเตรียมบทสรุป
            6
 การซักซ้อมการพูด
            7.
การแสดงการพูด
            ซึ่งบันไดทั้ง 7 ขั้นของการพูดข้างต้น มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ผู้เรียบเรียงจึงขอสรุปและเรียบเรียงมาไว้ ให้เห็นพอสังเขปดังนี้
     บันไดขั้นที่ 1  การรวบรวมเนื้อหาสาระที่จะพูด
            ความสำเร็จในการพูดอยู่ที่การผสมกลมกลืนอย่างแนบสนิทระหว่างความรู้สึกและเหตุผล ดังนั้น การเตรียมตัวที่ดี จึงควรเริ่มต้นจากข้อกำหนดและความคิดเห็นของผู้พูดเสียก่อนแล้วเอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นโครงร่างไว้ จากนั้นจึงค้นคว้าหาข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบให้สมบูรณ์ต่อไป บันไดขั้นที่ 1 ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

          
1. เริ่มต้นด้วยความคิดก่อนว่าในเรื่องที่จะพูดก่อนนั้นมีเนื้อหาอะไรบ้างที่รู้ดีอยู่แล้ว และยังมีอะไรอีกบ้างที่ยังไม่รู้และจะต้องค้นคว้าต่อไป
           
2. รวบรวมเนื้อหาจากการสังเกตการณ์ และการสังเกตการณ์ที่ดีจะต้องกระทำด้วยตนเองโดยตรงอย่างครบถ้วน ถูกต้องแม่นยำ และปราศจากความลำเอียง ต้องสามารถแยกจุดเด่นจากการสังเกตการณ์ที่ได้มาให้ได้  
           
3. รวบรวมเนื้อหาจากการติดต่อกับบุคคลอื่น โดยการสนทนา การสัมภาษณ์ หรือการติดต่อทางจดหมาย แต่ละอย่างก็มีหลักเกณฑ์โดยเฉพาะออกไปอีก ซึ่งจะไม่กล่าวไว้   ณ   ที่นี้
            
4. รวบรวมเนื้อหาจากการอ่าน ต้องอ่านให้เป็นไม่ใช้ตะลุยอ่านไปโดยไม่มีหลักเกณฑ์จะเสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์
     บันไดขั้นที่ 2  การจัดระเบียบเรื่อง   ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
          1. การเขียนโครงเรื่อง เพื่อเป็นหลักในการดำเนินการขยายความเพิ่มเติมต่อไป อย่างมีระเบียบ และมีความต่อเนื่องกัน โดยการรวบรวมและแบ่งแยกแนวความคิดใหญ่ ๆ ออกเป็นหมวดหมู่เป็นข้อย่อย ๆ ลดหลั่นกันไป
          2. การจัดระเบียบเนื้อเรื่องที่จะพูด เป็นการเลือกใจความสำคัญของเรื่อง จดบันทึกแล้วแยกแยะ ให้เข้าหมวดหมู่ ตามความเหมาะสมต่อไป มี 6 แบบให้เลือกกระทำดังนี้
                   2.1.
เรียงตามลำดับเวลา
                   2.2.
เรียงตามลำดับสถานที่
                   2.3.
เรียงตามลำดับเรื่อง
                   2.4.
แบบเสนอปัญหาและวิธีแก้
                   2.5.
แบบแสดงเหตุและผล
                   2.6.
แบบเสนอเป็นข้อเท็จจริง
แบบต่างๆ ทั้ง 6 แบบที่กล่าวนี้ อาจเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งหรือหลายแบบผสมกันไปก็ได้
     บันไดขั้นที่ 3 การหาข้อความอื่น ๆ มาประกอบหรือขยายความออกไป มีหลักในการปฏิบัติดังนี้
         
  1. หารูปแบบของการขยายความ โดยอาจใช้วิธีการดังนี้
                          1.1. โดยการยกอุทาหรณ์หรือตัวอย่าง
                 1.2. โดยการใช้สติ
                
1.3. โดยการเปรียบเทียบหรืออุปมา
                 
1.4. โดยการอ้างอิงคำพูดหรือคำกล่าวของบุคคลอื่นที่มีน้ำหนักในเรื่องนั้นๆ
                
1.5.  โดยการกล่าวซ้ำหรือย้ำโดยเปลี่ยนวิธีการพูดใหม่
                
1.6.  โดยการอธิบายเพิ่มเติมให้กระจ่างแจ้ง
                
1.7. โดยการใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา
        
2. การใช้ทัศนูปกรณ์กระกอบ ต้องใช้เหมาะสม ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ หรือเบี่ยงเบนความสนใจ ของผู้ฟังออกไป จากเรื่องที่พูดนั้น
        
3. ข้อความที่จะนำมาขยายหรือประกอบนั้น จะต้องเสริมสร้างความสนใจของผู้ฟังให้ตั้งใจฟังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเรื่องหรือ ข้อความที่ยกมาจะต้องมีลักษณะดังนี้
            
    3.1. เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือความเป็นอยู่ของผู้ฟังมากที่สุด
           
     3.2. ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพหรือเข้าใจชัดเจนจริง ๆ
              
  3.3.  เป็นเรื่องที่สำคัญหรือโดดเด่น
              
  3.4.  ไม่ทำให้ผู้ฟังเปลี่ยนความสนใจ หรือเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ฟังไปในทางที่ไม่ต้องการ
             
   3.5.  ถ้าเป็นเรื่องขำขัน ต้องสุภาพ ไม่ก้าวร้าวผู้ฟัง และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องไม่ใช่
ออกนอกเรื่อง
     บันไดขั้นที่ 4  การเตรียมอารัมภบทหรือบทนำ มีหลักในการปฏิบัติดังนี้
            1. การใช้ คำนำ เพื่อเรียกร้องให้เกิดความสนใจมีความสำคัญมากที่สุด การเรียกร้องให้เกิดความสนใจ อาจกระทำได้ โดยวิธีการต่างๆ ดังเช่น
              
  1.1. เน้นถึงความสำคัญของเรื่องที่จะพูด
                
1.2. ใช้เรื่องหรือคำพูดที่คำขัน แต่อย่าใช้มากจนทำให้ผู้พูดเป็นตัวตลกจนเกินไป
                
1.3.  ยกอุทาหรณ์ที่ตรงกับเรื่องหรือไม่ออกนอกเรื่อง
                
1.4. เริ่มด้วยการยกข้อความหรือคำพูดที่ก่อให้เกิดความตื่นใจ ซึ้งใจ หรือไพเราะ
                         1.5. กล่าวถึงความรู้สึก ความเชื่อถือ ผลประโยชน์ หรือความเป็นอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน
                         1.6. กล่าวนำด้วยการตั้งปัญหาที่เร้าใจ
                 1.7. ใช้คำพูดที่เร้าใจ หรือไพเราะน่าสนใจ
               1
.8. กล่าวสรรเสริญยกย่องผู้ฟัง
          2. การทำให้เรื่องกระจ่างขึ้น
             
    2.1. กล่าวถึงจุดใหญ่ ๆ ที่จะพูด
                
 2.2. กล่าวถึงหัวข้อเรื่องที่สำคัญ
                 
2.3. พรรณนาถึงเบื้องหลังหรือประวัติของเรื่องนั้น ๆ
             3. ข้อที่ไม่ควรกระทำ
                
3.1. ออกตัวหรือขอโทษว่าเตรียมตัวมาไม่พอ หรือมีความรู้ไม่ดีพอ
          
       3.2. พูดเยิ่นเย้อวกวนไปมา
           
      3.3. พูดจาเป็นเชิงดุแคลนผู้ฟัง
           
      3.4. พูดออกนอกเรื่อง
    บันไดขั้นที่ 5 การเตรียมบทสรุป ประกอบด้วยหลักการสำคัญ ๆ ดังนี้
            1. กล่าวถึงข้อใหญ่ใจความของเรื่องทั้งหมด
             
   1.1. เรียงลำดับหัวข้อความคิดที่ได้กล่าวมาแล้ว
            
    1.2. อธิบายทบทวน
             2. เร้าใจให้เกิดผลตามที่ต้องการ
                  2.1. ใช้เฉพาะการพูดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจูงใจผู้ฟังเท่านั้น
           
      2.2. แสดงให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ฟังทำอะไร
           
      2.3. จะต้องชักจูงทั้งอารมณ์และเชาวน์ปัญญาของผู้ฟัง
     
    3. ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการสรุป
          
       3.1. ขอโทษว่าเตรียมตัวมาไม่พอ หรือมีความรู้ไม่ดีพอ
        
         3.2. สรุปสั้นเกินไป หรือเยิ่นเย้อเกินไป
        
         3.3. เสนอความคิดใหม่ที่สำคัญขึ้นมา
        
         3.4. พูดออกนอกเรื่อง
                  
3.5.  ทำให้ผู้ฟังขาดความสนใจ

     บันไดขั้นที่ 6 การซักซ้อมการพูด  มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้พูดจำเนื้อหาที่จะพูดได้ ไม่ประหม่า และมีท่าทางเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ในขั้นนี้ผู้พูดต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
             1. ซ้อมที่ไหน
            2.  ซ้อมเมื่อไร
          
  3.  ซ้อมอย่างไร แบ่งออกเป็น
        
          3.1. กำหนดการพูด น้ำเสียง และท่าทาง
        
         3.2. ปรับปรุงถ้อยคำให้สละสลวย
     บันไดขั้นที่ 7  การแสดงการพูด เพื่อให้ผู้รับฟังเข้าใจ รับทราบข้อมูลโดยชัดเจน ดังนี้.
               1. อธิบายและชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ได้ชัดเจนและเป็นระบบ
               2.
มีการยกตัวอย่างและประสบการณ์ที่บรรลุผลสำเร็จ (Best Practice) ให้เกิดภาพและความเข้าใจที่ตรงกัน
      
        3. ตอบคำถามของผู้ฟังในแง่มุมต่าง ๆ ได้ตรงประเด็น
    
          4. โน้มน้าวให้ผู้ฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแสดงความคิดเห็น
    
          5. ยกย่องชมเชยผู้เข้าอบรม หากมีการนำเสนอประเด็นมุมมองต่าง ๆ หรือมีส่วนร่วม
ในการอบรม

          
     6. ปรับเปลี่ยนระดับน้ำเสียง และวิธีการพูดตามลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้ฟัง
               7
. สรุปประเด็นและสาระสำคัญต่าง ๆ ของเรื่องที่พูดได้อย่างชัดเจน
               8
. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง   วิทยากรนั้น การมีความเป็นมิตร แก่ผู้ฟังนั้น ถือเป็น เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเป็นวิทยากร ความเป็นกันเองกับผู้เข้ารับการอบรม  และบุคคลต่าง ๆ ที่มาติดต่อด้วย  แต่สิ่งที่วิทยากรไม่ควรพูด หรือควรหลีกเลี่ยง คือ
               
1. การพูดภูมิหลังของผู้ฟัง
               
2. เปรียบเทียบตนเองกับผู้ฟัง หรือบุคคลใกล้เคียง
               
3. พูดคำกำกวม หรือทับศัพท์ ทำให้ตีความหมายเป็นสองใน
           
   4. ยกภูมิหลังผู้ฟังเป็นตัวอย่าง
           
   5. พูดนำเสียงที่แข็งกระด้าง  ไม่อ่อนน้อม ไม่นุ่มนวล
          สรุป  การพูดที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นมิ ใช่ว่าผู้พูดอยากจะพูดอะไรก็ได้ การจะเป็นผู้พูดที่ดีต้องมีการศึกษา    และฝึกฝนวิธีการพูดที่ถูกต้อง   ซึ่งวิธีการพูดที่ถูกต้องนั้นก็มีหลักเกณฑ์

ที่กำหนดไว้เพื่อให้ผู้พูดสามารถจะนำไปศึกษาและฝึกฝนได้ ดังนั้นจึงถือว่าการพูดเป็นทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ เพราะต้องอาศัยการฝึกฝน โดยใช้เทคนิควิธีการที่จำเป็น ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีหรือพลิกแพลงในด้านต่างๆ ให้เหมาะแก่ผู้พูดแต่ละคน เพื่อให้การพูดของเขาในแต่ละครั้ง

เรื่องที่  5  การพูดในสถานการณ์ต่างๆ  โดยเฉพาะในการเป็นวิทยากร

             การพูดมีความสำคัญ และมีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน และการประกอบกิจการงาน   การพูดเป็นพฤติกรรมการสื่อความหมายที่มีระดับตั้งแต่พูดได้ พูดเป็น เพราะฉะนั้นการพูดเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์การพูดนั้นอาจจะขึ้นกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ในขณะนั้น ๆ  ก็ได้  เช่น   การพูดเพื่อแจ้งให้ทราบ  การพูด เพื่อโน้มน้าวจิตใจ  การพูดเพื่อจรรโลงใจ  และการพูดเพื่อคนหาคำตอบข้อเท็จจริง
            ดร.สวัสดิ์ บรรเทิงสุข ได้กล่าวถึงวิธีการฝึกฝนการพูดไว้อย่างละเอียดว่าสมารถกระทำได้
 2  วิธีคือ

          1.
การฝึกพูดแบบไม่เป็นทางการ
                2
. การฝึกพูดแบบเป็นทางการ
    วิธีที่ 1  การฝึกพูดแบบไม่เป็นทางการ
                  การฝึกพูดแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง การฝึกพูดที่มิได้จัดเป็นรูปแบบที่แน่นอน ซึ่งได้แก่ การฝึกพูดด้วยตนเอง การฝึกพุดเช่นนี้ ผู้พูดต้องอาศัย ความอดทนอย่างยอดเยี่ยมประกอบกับความตั้งใจจริงเป็นพลังอันสำคัญ ข้อแนะนำสำหรับการฝึกพูด แบบไม่เป็นทางการ หรือการฝึกพูดด้วยตนเองนั้น มีลำดับขั้นในการปฏิบัติดังนี้
            
1. จงเป็นนักอ่านที่ดี  โดยการอ่านตำราและข้อแนะนำการพูดให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
             2. จงเป็นนักฟังที่ดี  โดยการติดตามฟังการพูดในทุกโอกาสให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ทั้งการพูดของนักพูดที่มีชื่อเสียงและนักพูดทั่ว ๆ ไปแล้วพยายามวิเคราะห์ว่าสิ่งใดที่ผู้พูดทำได้เหมาะสมหรือสิ่งใดไม่ควรทำ
          
 3. จงใช้เครื่องบันทึกเสียงให้เป็นประโยชน์  โดยการบันทึกการพูดที่ดีเอาไว้ แล้วเปิดฟังให้บ่อยที่สุดจนจำได้ขึ้นใจว่าตอนใดเป็นตอนที่ดีที่สุด ตอนใดเด่น ตอนใดด้อย เพราะเหตุใด
            4. จงบันทึกเสียงพูดของท่าน โดยการบันทึกทั้งการพูดในที่ชุมนุมชน และการพูดคนเดียว แล้วเปิดฟังบ่อย ๆ   ให้ขึ้นใจว่าตอนใดว่าด้อย ตอนใดเด่น เพราะเหตุใด    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเดียวกัน จงบันทึกและฟังเสียงของท่านเองหลาย ๆ ครั้ง เพื่อที่จะได้พยายามแก้ไขข้อบกพร่องให้ได้
            5. จงพยายามหาโอกาสฝึกพูดต่อหน้ากระจกเงา โดยการพูดแลฝึกฝนการใช้ท่าทางประกอบโดยไม่กระดากอายหรือเคอะเขิน เพราะวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง
           6. จงเริ่มฝึกหัดด้วยความมุ่งมั่นจากง่ายไปหายากเป็นลำดับ ดังนี้    
                
  1. การพูดให้คำจำกัดความสิ่งที่เป็นรูปธรรม
                 
 2. การพูดอธิบายคำพังเพยหรือภาษิต
                
  3. การพูดเพื่อให้คำจำกัดความสิ่งที่เป็นนามธรรม
              
    4. การพูดเพื่อให้เหตุผลสนับสนุน
               
   5. การพูดเพื่อให้เหตุผลคัดค้าน
                
  6. การพูดในเชิงอภิปรายหรือวิจารณ์
          7. จงฝึกเขียนประกอบการฝึกพูด   โดยการร่างประกอบให้ครอบคลุมสิ่งที่พูดไว้ทั้งหมดแล้วอ่านซ้ำหลาย ๆ เที่ยว หลังจากนั้นจงฝึกพูดจากบันทึก จนกระทั่งพูดโดยไม่มีบันทึกหรือใช้บันทึกแต่น้อย
         
8. จงอย่าละเลยเมื่อมีโอกาสที่จะได้พูดจริง ๆ ต่อหน้าผู้ฟัง  โดยการเตรียมตัวให้มากจนเกิดความมั่นใจ บางตอนที่สำคัญท่านจะต้องท่องจำให้ได้    โดยเฉพาะการขึ้นต้น และการจบจะต้องท่องจำเอาไว้ให้ได้
         
9. จงเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ลอกเลียนแบบอย่างใด ๆ ไปทั้งหมด จงนึกอยู่เสมอว่าท่านมิได้กำลังพูดแทนใคร แลไม่มีใครพูดแทนท่านได้ ท่านล้มเหลวในแบบของท่านเองดีกว่าท่านชนะในแบบของผู้อื่น
     วิธีที่ 2 การฝึกพูดแบบเป็นทางการ
            การฝึกพูดแบบเป็นทางการ หมายถึง การฝึกพูดที่มีรูปแบบที่แน่นอน มีบทฝึก มีขั้นตอนโดยเฉพาะ ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง การฝึกพูดแบบ เป็นทางการที่ปฏิบัติกันอยู่ในสโมสรฝึกพูดต่างๆ โดยสรุปเป็นหัวข้อได้ดังต่อไปนี้
             1.
โครงสร้างของสโมสรฝึกพูด
             2. ขั้นตอนการฝึกพูด
          
  3. การดำเนินรายการฝึกพูด
   ซิเซโร (Cicero) นักพูดผู้โด่งดังชาวโรมัน เมื่อ 106 - 63 ปีก่อนคริสตกาล    ได้กล่าวเกี่ยวกับ ความจำของมนุษย์ไว้ว่า   ความจำ คือคลังและยามเฝ้าสรรพสิ่ง หมายถึง ความจำเป็น แหล่งสะสมความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ  ของมนุษย์   ในเรื่องของการฝึกความจำนั้น   แฮร์รี่ โลเรน กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เทคนิคการช่วยความจำมีบทบาทสำคัญ และเป็นเรื่อง  ที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย คำว่า  " นีมอนิค " (Mmemornic)   แปลว่า เทคนิคการช่วยความจำนั้น มาจาก คำว่า     "นีมอน " (Mnemosyne) ซึ่งเป็นชื่อเทพธิดาองค์หนึ่งของชาวกรีกโบราณ ได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดาแห่งความจำ นั่นก็แสดงว่า เทคนิคการช่วยจำมีมานานแล้ว ตั้งแต่อารยธรรมกรีกยุคต้น ๆ เป็นเรื่องที่แปลกคือ  ระบบการจดจำที่สามารถฝึกฝนได้ ยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้และนำมาใช้กัน คนที่รู้จักนำมาใช้ ไม่เพียงแต่จะแปลกใจ ที่ตนมีความสามารถในการจดจำดี แต่ยังแปลกซ้ำไปอีกที่ได้รับแต่คำชมเชย ยกย่องจากเพื่อนฝูง และสมาชิกของครอบครัว บางคนเห็นว่าเทคนิคการจำเหล่านี้มีค่าเกินกว่า จะไปถ่ายทอดให้คนอื่น
               การเป็นวิทยากรส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการพูดโน้มน้าวจิตใจ เพื่อให้ผู้ฟังเชื่อถือ หรือมีความเห็นคล้อยตาม จนถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ในชีวิตประจำวันที่เห็น คือ การพูดโฆษณา   การพูดขอร้องวิงวอน    ถึงแม้ว่าการพูดโน้มน้าวจิตใจจะมีลักษณะการพูดมากมายหลากหลาย     ตามจุดหมายเฉพาะ  แต่จุดมุ่งหมายหลัก คือ ให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ คล้อยตามสนใจ  ต้องการ     และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด ไปตามที่จุดหมายผู้พูดเทคนิคการพูดโน้มน้าว คือ
           
1. ใช้น้ำเสียงและคำพูดที่หนักแน่นในการชี้แจงและอธิบายประเด็นต่างๆ  
          
   2. ปรับเปลี่ยนเทคนิคและแนวทางในการโน้มน้าวชักจูงผู้ฟังได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ
            3. กระตุ้นจูงใจให้ผู้ฟังมีความรู้สึกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้น

            4. ยกตัวอย่างจากประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ฟังมีความรู้สึก และอารมณ์ที่คล้อยตาม
           
5. กล้ายืนยันในผลดีที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มผู้ฟัง ถ้าหากทุกคนให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
 แนวทางการพูดโน้มน้าวจิตใจของวิทยากร  มอนโร อธิบายว่า ดารโน้มน้าวจิตใจควรใช้วิธี  5 ขั้นตอน ตามลำดับ คือ
             
 1. สร้างความสนใน เช่น การชี้แจง การบอก การบรรยายข้อมูลต่างๆ  ที่น่าสนใจ และประทับใจ
              
2. สร้างความต้องการ  ทำให้ยอมรับ เชื่อถือ มีความสำคัญ
              
3. ตอบสนองคำต้องการ ให้ผู้ฟังมีความพึงพอใจด้วยการชี้แนะ เสนอแนวทางเลือกที่ดี
              4. สร้างภาพให้นึกถึงผลที่เกิดขึ้น  ให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้ฟังเชื่อถือ
              
5. ลงมือปฏิบัติ  ขั้นตอนกระตุ้น หรือเรียกร้องให้กระทำตาม หรือลงมือปฏิบัติ

สรุป     การพูดตามสถานการณ์จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่วิทยากรต้องมีความรู้ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ตลอดเวลา เช่น การพูดแบบไม่เป็นทางการเป็นการพูดที่มิได้จัดเป็นรูปแบบที่แน่นอน ผู้พูดต้องอาศัย ความอดทนอย่างยอดเยี่ยมประกอบกับความตั้งใจจริงส่วนการพูดแบบเป็นทางการนั้น เป็นการเตรียมการ เป็นขั้นตอน