เรื่องที่
6 การประยุกต์หลักจิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อการนำเสนอ
ความหมายของจิตวิทยาการเรียนรู้
จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phyche แปลว่า วิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษา ตามรูปศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่า
วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ แต่ในปัจจุบันนี้
จิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป
ความหมายของจิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นคือ
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
การเรียนรู้ (
Lrarning ) ตามความหมายทางจิตวิทยา
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่
พฤติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว
และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะจากความหมายดังกล่าว
พฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการ เรียนรู้จะต้องมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้น หากเป็นการ
เปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น
นักศึกษาพยายามเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ
บางคำ หากนักศึกษาออกเสียงได้ถูกต้องเพียงครั้งหนึ่ง
แต่ไม่สามารถออกเสียงซ้ำให้ถูกต้องได้อีก ก็ไม่นับว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ ดังนั้นจะถือว่านักศึกษาเกิดการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อออก
เสียงคำ ดังกล่าวได้ถูกต้องหลายครั้ง
ซึ่งก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรนั่นเอง อย่างไรก็ดี
ยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่เปลี่ยนแปลงชั่วคราวอัน เนื่องมาจากการที่
ร่างกายได้รับสารเคมี ยาบางชนิด หรือเกิดจากความเหนื่อยล้า
เจ็บป่วยลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการเรียนรู้
2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะต้องเกิดจากการฝึกฝน หรือเคยมีประสบการณ์ นั้น ๆ มาก่อน เช่น
ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ ต้องได้รับการฝึกฝน และถ้าสามารถใช้เป็นแสดงว่าเกิดการเรียนรู้
หรือความ สามารถในการขับรถ
ซึ่งไม่มีใครขับรถเป็นมาแต่กำเนิดต้องได้รับการฝึกฝน หรือมีประสบการณ์
จึงจะขับรถเป็น ในประเด็นนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องฝึกฝนหรือมีประสบการณ์
ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเจริญเติบโต หรือการมีวุฒิภาวะ
และพฤติกรรมที่เกิดจากแนวโน้มการตอบ สนอง ของเผ่าพันธุ์ (โบเวอร์ และอัลการ์ด 1987, อ้างถึงใน ธีระพร อุวรรณโน,2532:285)
ธรรมชาติของการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน
คือ
1. ความต้องการของผู้เรียน
(Want) คือ
ผู้เรียนอยากทราบอะไร เมื่อผู้เรียนมีความต้องการอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใดก็ตาม
จะเป็นสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
2.
สิ่งเร้าที่น่าสนใจ (Stimulus) ก่อนที่จะเรียนรู้ได้
จะต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ และน่าสัมผัสสำหรับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ดิ้นรนขวนขวาย
และใฝ่ใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่น่าสนใจนั้น ๆ
3 . การตอบสนอง (Response) เมื่อมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจและน่าสัมผัส
มนุษย์จะทำการสัมผัสโดยใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น ตาดู หูฟัง ลิ้นชิม จมูกดม
ผิวหนังสัมผัส และสัมผัสด้วยใจ เป็นต้น ทำให้มีการแปลความหมายจากการสัมผัสสิ่งเร้า
เป็นการรับรู้ จำได้ ประสานความรู้เข้าด้วยกัน มีการเปรียบเทียบ
และคิดอย่างมีเหตุผล
4. การได้รับรางวัล
(Reward) ภายหลังจากการตอบสนอง
มนุษย์อาจเกิดความพึงพอใจ ซึ่งเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง จะได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต
เช่น การได้เรียนรู้ ในวิชาชีพชั้นสูง จนสามารถออกไปประกอบอาชีพชั้นสูง (Professional) ได้
นอกจากจะได้รับรางวัลทางเศรษฐกิจเป็นเงินตราแล้ว
ยังจะได้รับเกียรติยศจากสังคมเป็นศักดิ์ศรี
และความภาคภูมิใจทางสังคมได้ประการหนึ่งด้วย
ลำดับขั้นของการเรียนรู้ ในกระบวนการเรียนรู้ของคนเรานั้น
จะประกอบด้วยลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
1. ประสบการณ์
2. ความเข้าใจ และ
3. ความนึกคิด
2. ความเข้าใจ และ
3. ความนึกคิด
1.ประสบการณ์ ( experiences ) ในบุคคลปกติทุกคนจะมีประสาทรับรู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น
ส่วนใหญ่ที่เป็นที่เข้าใจก็คือ ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งได้แก่
ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง
ประสาทรับรู้เหล่านี้จะเป็นเสมือนช่องประตูที่จะให้บุคคลได้รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง
ๆ
ถ้าไม่มีประสาทรับรู้เหล่านี้แล้ว บุคคลจะไม่มีโอกาสรับรู้หรือมีประสบการณ์ใด ๆ
เลย ซึ่งก็เท่ากับเขาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใด ๆ ได้ด้วย ประสบการณ์ต่าง ๆ
ที่บุคคลได้รับนั้นย่อมจะแตก ต่างกัน บางชนิดก็เป็นประสบการณ์ตรง บางชนิดเป็นประสบการณ์แทน บางชนิดเป็นประสบการณ์รูปธรรม และบางชนิดเป็นประสบการณ์นามธรรม
หรือเป็นสัญลักษณ์
2. ความเข้าใจ ( understanding ) หลังจากบุคคลได้รับประสบการณ์แล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ตีความหมายหรือสร้างมโนมติ ( concept ) ในประสบการณ์นั้น
กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมองหรือจิตของบุคคล เพราะสมองจะเกิดสัญญาณ ( percept ) และมีความทรงจำ ( retain ) ขึ้น ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า
"ความเข้าใจ" ในการเรียนรู้นั้น
บุคคลจะเข้าใจประสบการณ์ที่เขาประสบได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถจัดระเบียบ ( organize ) วิเคราะห์ ( analyze ) และสังเคราะห์ ( synthesis ) ประสบการณ์ต่าง ๆ
จนกระทั่งหาความหมายอันแท้จริงของประสบการณ์นั้นได้
3. ความนึกคิด ( thinking ) ความนึกคิดถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง Crow ( 1948 ) ได้กล่าวว่า
ความนึกคิดที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็นความนึกคิดที่สามารถจัดระเบียบ
( organize ) ประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ที่
ได้รับให้เข้ากันได้
สามารถที่จะค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทั้งเก่าและใหม่
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดบูรณาการ การเรียนรู้อย่างแท้จริง
การประยุกต์หลักจิตวิทยาการ
ถือเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของวิทยากร
เพราะวิทยากร จะเป็นจุดเด่นของสายตามากมาย
ที่จับจ้อง
การใช้จิตวิทยาถือว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่ง สิ่งที่นักวิทยากร
จะต้องนำมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในขณะนั้น เวลานั้น คือ การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง อิทธิพลของผู้ฟัง
การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง เป็นส่วนหนึ่งของการอบรม เพราะวิทยากรจะต้องคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเข้าใจในความหมายที่เราพูด เช่น การใช้ภาษาที่ไม่ทับศัพท์ ที่เข้าใจยาก เพราะคนเรานั้นขีดความรับรู้ ความเข้าใจ และความสามารถไม่เท่ากัน วิทยากรควรนำมาประยุกต์ภาษา หรือยกตัวอย่างที่ฟังแล้วเข้าใจตรงการ ใช้ภาษาที่ไม่ทับศัพท์ มากเกินไปใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเวลา และโอกาส ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตาม
การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง เป็นส่วนหนึ่งของการอบรม เพราะวิทยากรจะต้องคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเข้าใจในความหมายที่เราพูด เช่น การใช้ภาษาที่ไม่ทับศัพท์ ที่เข้าใจยาก เพราะคนเรานั้นขีดความรับรู้ ความเข้าใจ และความสามารถไม่เท่ากัน วิทยากรควรนำมาประยุกต์ภาษา หรือยกตัวอย่างที่ฟังแล้วเข้าใจตรงการ ใช้ภาษาที่ไม่ทับศัพท์ มากเกินไปใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเวลา และโอกาส ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตาม
อิทธิพลของผู้ฟัง เพราะสังคมเรานี้มีความคิดเห็นมากมาย หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลทั้งสิ้น ทั้ง ความสนใจตอบ สนอง การสร้างสิ่งเร้าใจ
ให้ผู้เข้ารับการอบรมไม่เบื่อหน่าย มีการเล่นเกมประกอบเป็นบางครั้ง เพื่อให้เขามีส่วนร่วมในกิจกรรม หรือเพิ่มตลกขบขัน เป็นบางโอกาส พร้อมกับส่ายสายตาไปมา เน้นน้ำเสียงเป็นบางครั้ง
ดร.ประดินันท์
อุปรมัย ได้แบ่งกลุ่มนักจิตวิทยาที่อธิบายพัฒนาการทางบุคลิกภาพของบุคคลออกเป็นกลุ่ม
4 กลุ่ม ตามวิธีการศึกษาทัศนะ คือ
1. นักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ ซึ่งใช้วิธีการศึกษาบุคลิกภาพของบุคคล ด้วยการวิเคราะห์จิตของคนไข้โรคจิตเป็นส่วนใหญ่
2. นักจิตวิทยากลุ่มเน้นลักษณะของบุคคล ซึ่งใช้วิธีศึกษาบุคลิกภาพของบุคคลปกติทั่วไป โดยเน้นศึกษาลักษณะของบุคคลเป็นสำคัญ
3. นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ซึ่งใช้วิธีศึกษาพฤติกรรมของบุคคล โดยนำเอาความรู้พื้นฐาน ที่ได้จากการทดลองกับสัตว์ มาประยุกต์ กับการศึกษาพฤติกรรมของบุคคล
4. นักจิตวิทยากลุ่มมนุษย์นิยม ซึ่งมีความเชื่ออย่างลึกซึ้ง ในเรื่อง แนวโน้มในการพัฒนาศักยภาพแห่งตน และมีพื้นฐานความเชื่อในปรัชญาอัตภาวนิยม
จากแนวคิดที่นักจิตวิทยาได้ให้ทัศนะในการพัฒนาบุคลิกภาพไว้นี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาบุคลิกภาพ จะต้องมีการพัฒนาหลาย ๆ ด้าน และหลาย ๆ วิธี ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาประสบความสำเร็จ การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนา และนำมาประยุกต์ในการศึกษา และการนำเสนอ
1. นักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ ซึ่งใช้วิธีการศึกษาบุคลิกภาพของบุคคล ด้วยการวิเคราะห์จิตของคนไข้โรคจิตเป็นส่วนใหญ่
2. นักจิตวิทยากลุ่มเน้นลักษณะของบุคคล ซึ่งใช้วิธีศึกษาบุคลิกภาพของบุคคลปกติทั่วไป โดยเน้นศึกษาลักษณะของบุคคลเป็นสำคัญ
3. นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ซึ่งใช้วิธีศึกษาพฤติกรรมของบุคคล โดยนำเอาความรู้พื้นฐาน ที่ได้จากการทดลองกับสัตว์ มาประยุกต์ กับการศึกษาพฤติกรรมของบุคคล
4. นักจิตวิทยากลุ่มมนุษย์นิยม ซึ่งมีความเชื่ออย่างลึกซึ้ง ในเรื่อง แนวโน้มในการพัฒนาศักยภาพแห่งตน และมีพื้นฐานความเชื่อในปรัชญาอัตภาวนิยม
จากแนวคิดที่นักจิตวิทยาได้ให้ทัศนะในการพัฒนาบุคลิกภาพไว้นี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาบุคลิกภาพ จะต้องมีการพัฒนาหลาย ๆ ด้าน และหลาย ๆ วิธี ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาประสบความสำเร็จ การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องใช้เวลาในการพัฒนา และนำมาประยุกต์ในการศึกษา และการนำเสนอ
สรุป การใช้จิตวิทยาถือว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ที่จะต้องนำมาวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในขณะนั้น เวลาที่พูด ทั้งก่อน และหลังการพูด
เพื่อเป็นการคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเข้าใจในความหมายที่เราพูดและไม่เบื่อ
และเข้าใจง่ายขึ้น
เรื่องที่ 7 เทคนิคการฝึกอบรมแบบต่างๆ และกิจกรรมประกอบการนำเสนอ
1. เทคนิคการฝึกอบรมแบบต่าง ๆ ของวิทยากรวิทยากรจะประสพความสำเร็จในการพูด และการบรรยายจนเป็นที่กล่าวขานนั้นๆ จะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มในการหาวิธีการ และกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นและจูงใจ ผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้สึกสนุกไปพร้อมๆ กับความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับจากวิทยากร และจะต้องคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการปรับปรุงการบรรยายของตนให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยการนำเสนอเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจมาประยุกต์ใช้ในการสร้างบรรยากาศ
เทคนิคการฝึกอบรมเป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อการจัดฝึกอบรมเป็นอย่างมาก เพราะการอบรม เพื่อเพิ่มพูนสรรถภาพและประสิทธิภาพของบุคคล ในด้านความรู้ความเข้าใจ ทักษะและทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอันจะทำให้สามารถนำสิ่งที่ฝึกอบรมให้นั้น ไปปรับใช้ได้กับการปฏิบัติงานจริง ซึ่งการสร้างภาวะการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนสิ่งต่าง
ๆ ดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการประยุกต์ และเลือกใช้เทคนิคและวิธีการฝึกอบรมรวมถึงสื่อการสอนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม เนื้อหาสาระในการหลักสูตร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ความรู้และความสามารถของผู้เป็นวิทยากร ในการเลือกเทคนิคที่จะถ่ายทอดสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกเครื่องมือเครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งโสตทัศนูปกรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ในแต่ละโครงการฝึกอบรม ตลอดจนค่าใช้จ่าย ฯลฯ
เป็นต้น
ความหมายของเทคนิคการฝึกอบรม
วิธีการ หรือเครื่องมือ หรือกิจกรรม ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและสื่อความหมายระหว่างผู้ที่เป็นวิทยากรกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม หรือระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกัน หรือระหว่างบุคคลอื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมในกระบวนการฝึกอบรม
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลด้านความรู้ ทักษะ
และทัศนคติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในระดับที่ต้องการ เพื่อนำความรู้ ทักษะ
และทัศนคติไปใช้ในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพประเภทของเทคนิคในการฝึกอบรม
การบรรยาย ( Lecture
) เป็นเทคนิควิธีที่ใช้ในการถ่ายทอด ความคิดเห็น
ความรู้ตลอดจนข้อมูล ข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ฟังเป็นเทคนิคที่แพร่หลายและสามารถใช้ประกอบกับเทคนิคอื่น
ๆ ได้ แต่มีจุดด้อยตรงที่ลักษณะของการบรรยายจะเป็นระบบสื่อสารทางเดียว ยิ่งถ้ามีเวลาจำกัดโอกาสที่จะให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการซักถาม หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่บรรยายจะไม่มี ผู้บรรยายไม่สามารถประเมินได้ว่าเมื่อจบการบรรยายแล้วผู้ฟังมีความรู้ ความเข้าใจ ในสิ่งที่บรรยายมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดจากการบรรยาย ความสำเร็จของการบรรยายจะขึ้นอยู่กับความสามารถ และประสบการณ์ของผู้บรรยาย กล่าวคือผู้บรรยายบางคนสามารถบรรยายเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ ให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ เกิดความกระจ่าง เกิดเป็นรูปธรรม นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ถ้าจะพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วอาจคิดว่าการบรรยายเป็นสิ่งที่ง่ายสามารถใช้ได้ทุกโอกาส ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าจะให้การบรรยายเกิดประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ มีส่วนที่ต้องดำเนินการ 2 ส่วน คือ การเตรียมตัวในการบรรยาย กับการบรรยาย
ข้อดี
ข้อดี
1. การบรรยายเป็นเทคนิคที่ง่ายต่อการใช้ ผู้ที่มีประสบการณ์จะใช้เวลาในการเตรียมตัวน้อยลง
2. เนื้อหาสาระที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เวลาในการอบรมด้วยวิธีอื่น
3. สามารถให้การอบรมคนเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละครั้ง
4. สะดวกและช่วยลดภาระงานด้านการจัดการของฝ่ายฝึกอบรม
5. สามารถเน้นเนื้อหาระได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการอบรม
6. การบรรยายนอกจากจะใช้เป็นเทคนิคเฉพาะแล้ว ยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการฝึกเทคนิคอื่น ๆ เช่น การฝึกปฏิบัติงานจริงจำเป็นต้องใช้การบรรยายนำก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า การบรรยายเป็นเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคอื่น ๆ
2. เนื้อหาสาระที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เวลาในการอบรมด้วยวิธีอื่น
3. สามารถให้การอบรมคนเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละครั้ง
4. สะดวกและช่วยลดภาระงานด้านการจัดการของฝ่ายฝึกอบรม
5. สามารถเน้นเนื้อหาระได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการอบรม
6. การบรรยายนอกจากจะใช้เป็นเทคนิคเฉพาะแล้ว ยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการฝึกเทคนิคอื่น ๆ เช่น การฝึกปฏิบัติงานจริงจำเป็นต้องใช้การบรรยายนำก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า การบรรยายเป็นเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคพื้นฐานของเทคนิคอื่น ๆ
ข้อจำกัด
1. ประสิทธิภาพของการบรรยายขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของวิทยากร2. การบรรยายเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียว ถ้าไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถาม
จะไม่สามารถประเมินได้ว่า ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่บรรยายเพียงใด
3. การบรรยายไม่อาจใช้กับทุกเรื่องได้ เช่น เรื่องที่ต้องการข้อสรุปเพื่อการนำไปปฏิบัติการ
4. ช่วงความสนใจในการฟังของบุคคลแต่ละวัย แต่ละระดับบุคคลในองค์การมีขีดจำกัด หากใช้เวลาในการบรรยายมากเกินไป จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมายที่กำหนด
การฝึกอบรมที่ดีต้องใช้เทคนิควิธีที่หลากหลายประกอบกัน เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาของบทเรียน ระยะเวลาและ กลุ่มผู้ฟัง เทคนิคการฝึกอบรมแต่ละเทคนิคจะมีความเหมาะสม มีข้อดีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป เทคนิคการฝึกอบรม ได้แก่ การ บรรยาย การอภิปราย การแบ่งกลุ่มย่อยฝึกปฏิบัติ การระดมสมอง การฝึกปฏิบัติ การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น
วิทยากร คือใคร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 อธิบายว่า วิทยากร หมายถึง ผู้ทรงความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาของตน ศัพท์ที่ใกล้เคียงกันในภาษาอังกฤษที่นิยมใช้ทั่วไป
คือ
Instructorซึ่ง Dictionary ของ Webster ให้คำจำกัดความว่า instructor,
one who instructs และได้ให้คำ อธิบายว่า instruct หมายถึง to join together, to teach, to educate, to import knowledge or
information ; to train.แต่ในความเข้าใจโดยทั่วไป วิทยากร คือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ กับผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสัมมนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีข้อสังเกตว่าคำว่า วิทยากร นี้ นิยมใช้ในด้านการฝึกอบรมพัฒนาของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมาก
กว่าการศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับ วิทยากรในสถานศึกษาก็คือ ครู อาจารย์ ซึ่งแม้ว่าในบาง
ครั้งจะทำหน้าที่เหมือนกันกับวิทยากรก็ตามอย่างไรก็ดี ในเชิงวิชาการด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคคล นักวิชาการด้านนี้มีมุมมองที่กว้างขวางออกไป เมื่อกล่าวถึง “
วิทยากร เช่น วิทยากร คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญที่จะทำ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ เกิดความเข้าใจ เกิดทักษะ และเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปตาม
วัตถุประสงค์วิทยากรตามความคิดเห็นของ Malcolm Knowles คือ ผู้เป็นแหล่งความรู้หรือผู้ช่วยอำนวยให้เกิดการเรียนรู้ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่4 ซึ่งสอดคล้องกับนักวิชาการพัฒนาทรัพยากรบุคคลท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะ Leonard Nadler ซึ่งได้จัดกลุ่มผู้มีหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มผู้ชำนาญการเรียนรู้ (Learning Specialist)
2. กลุ่มผู้อำนวยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ( Manager of HumanResource Development )
วัตถุประสงค์วิทยากรตามความคิดเห็นของ Malcolm Knowles คือ ผู้เป็นแหล่งความรู้หรือผู้ช่วยอำนวยให้เกิดการเรียนรู้ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่4 ซึ่งสอดคล้องกับนักวิชาการพัฒนาทรัพยากรบุคคลท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะ Leonard Nadler ซึ่งได้จัดกลุ่มผู้มีหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มผู้ชำนาญการเรียนรู้ (Learning Specialist)
2. กลุ่มผู้อำนวยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ( Manager of HumanResource Development )
3. กลุ่มที่ปรึกษา (Consultant ) โดยได้กล่าวว่า Instructo ซี่งนิยมใช้กันมากในภาคธุรกิจมีบทบาทหน้าที่เป็นผู้อำ นวยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ หลายประการ จึงจะขอใช้คำ ว่าFacilitator
แทน
ฉะนั้น หากจะวิเคราะห์ตามความเห็นของนักวิชาการ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว วิทยากรจึงมิได้หมายถึง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่สอน ถ่ายทอดความรู้ที่ตนมีอยู่ไปยังผู้เรียนรู้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ผู้ที่อำนวยการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ ซึ่งจะมาจากตัววิทยากรหรือจากแหล่งอื่น ๆ ก็ได้ จนกระทั่งผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ที่จะนำ ไปสู่การเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมอันเป็นจุดประสงค์ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาบุคคลนั้น ๆ
วิทยากร คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวการสำคัญ
ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรม เกิดความรู้ความเข้าใจ
เกิดทักษะ เกิดทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และสามารถจุดประกายความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่องหรือวิชานั้น ๆ พิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่าวิทยากรควรมีบทบาทที่สำคัญหลายระการตามแผนภูมิต่อไปนี้ฉะนั้น หากจะวิเคราะห์ตามความเห็นของนักวิชาการ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว วิทยากรจึงมิได้หมายถึง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่สอน ถ่ายทอดความรู้ที่ตนมีอยู่ไปยังผู้เรียนรู้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ผู้ที่อำนวยการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ ซึ่งจะมาจากตัววิทยากรหรือจากแหล่งอื่น ๆ ก็ได้ จนกระทั่งผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ที่จะนำ ไปสู่การเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมอันเป็นจุดประสงค์ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาบุคคลนั้น ๆ
1. วิทยากร (RESOURCE PERSON)
2. ผู้บรรยาย ผู้ทำให้เกิดการเรียนรู้ (LECTURER) (INSTRUCTOR)
3. ผู้สอน ผู้ฝึก (TEACHER) (TRAIINER)
4 พี่เลี้ยง (
เมื่อทราบความหมายและบทบาทของวิทยากรแล้วก็ควรพิจารณาด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นวิทยากรที่ดีและมีประสิทธิภาพ ทั้งเทคนิค ลีลา และน้ำเสียงในการพูด กรณีนี้มีผู้รู้ได้กล่าวถึงไว้อย่างหลากหลายต่างกรรมต่างวาระกันอันอาจจะสรุปรวมเป็นคุณสมบัติ ของวิทยากรที่ดี มีประสิทธิภาพ และการมีเทคนิคในการพูดได้ดังนี้
1. คุณลักษณะทั่วไป
1.1. มั่นใจในตนเอง เตรียมพร้อม ซ้อมดี มีสื่อและวิธีการ ที่เหมาะสม
1.2. เป็นคนช่างสังเกต คอยสังเกตพฤติกรรมทางกาย วาจา ตลอดจนกระบวนการกลุ่มของผู้เข้ารับการอบรม
1.3. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
1.4. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง
1.5. มีการวางแผนที่ดี ทั้งเนื้อหาและลำดับขั้นตอนการนำเสนอรวมทั้งสื่อและเครื่องมือการสื่อสาร
1.6. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและประสานงานเก่ง
1.7. มีบุคลิกภาพที่ดี
1.8. มีความเป็นกัลยาณมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง คอยช่วยเหลือด้วยน้ำใจ มีความเมตตา ยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลและมีความเห็นใจของผู้เข้ารับการอบรม
1.9. เป็นนักประชาธิปไตย มีความยืดหยุ่น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่สรุป
ตัดบทง่าย ๆ เมื่อมีผู้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
1.10. มีความจิรงใจในการถ่ายทอดความรู้
1.11. ปฏิบัติตนต่อผู้เข้ารับการอบรมอย่างเสมอภาค ทัดเทียม วางตนเหมาะสม
กับทุกคน
1.12. มีแบบฉบับลีลาที่เป็นของตนเองยอมรับจุดเด่นและจุดด้อยของตนและ มีความภูมิใจและเข้าใจ ในบุคลิกภาพของตนเอง และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ การเป็นวิทยากร
2 . ต้องรู้จริง
2.1. ต้องเป็นคนรอบรู้ ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ
2.2 . ต้องรู้รายละเอียดในเรื่องนั้นอย่างเพียงพอ
2.3 . ต้องเข้าใจเหตุผลของรายละเอียดนั้น
2.4 . ต้องรู้สมมติฐานหรือความเป็นมาของสิ่งนั้น
2.5 . ต้องสามารถประยุกต์สิ่งนั้นให้เห็นเป็นจริงได้
3 . ถ่ายทอดเป็นหรือเทคนิคการพูด
3.1. มีเทคนิคต่าง ๆ เช่น การบรรยาย การนำอภิปราย การสัมมนา กรณีศึกษา การจัดกิจกรรม ฯลฯ เพื่อทำให้เกิดความรู้ เข้าใจง่าย ได้สาระ
3.2. พูดเป็น คือ พูดแล้วทำให้ผู้ฟังเข้าใจตามที่พูดได้อย่างรวดเร็ว สามารถพูดเรื่องยาก ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
3.3. ฟังเป็น คือ ตั้งใจฟัง ฟังให้ตลอด ขณะที่ฟังต้องควบคุมอารมณ์ ขณะที่ฟังอย่าคิดคำตอบทันที และเท่อฟัง จงฟัง เอาความหมายมากกว่าถ้อยคำ
3.4. นำเสนอเป็นประเด็นปละสรุปประเด็นให้ชัดเจน
3.5. มีอารมณ์ขัน สร้างบรรยากาศในการอบรมได้อย่างเหมาะสม
3.6. มีประสิทธิภาพในการอบรม สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติได้ดี มองเห็นเป็นรูปธรรม
3.7. ใช้ภาษาพูดได้ดี ใช้ภาษาง่าย ๆ รู้จักเลือกภาษาให้ตรงกับเนื้อหาและตรงกับความต้องการและพื้นฐานความรู้ของผู้ฟัง
4. มีหลักจิตวิทยาในการสอนผู้ใหญ่
4.1. ความสนใจในการรับฟังจะเกิดขึ้นจากการรับรู้ถึงเรื่องที่วิทยากรจะพูดหรือบรรยาย
4.2. มุ่งประโยชน์ในการรับฟังเป็นสำคัญ
4.3. จะตั้งใจแลเรียนรู้ได้ดี ถ้าวิทยากรแยกเรื่องที่สอนออกเป็นประเด็น / ขั้นตอน
4.4. จะเรียนรู้ได้ดีถ้าได้ฝึกปฏิบัติไปด้วยพร้อม ๆ กับการรับฟัง
4.5. จะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ถ้าฝึกแล้วได้ทราบผลของการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
4.6. จะ เรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการฝึกหัดอยู่เสมอ
4.7. จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเปิดโอกาสให้ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ อย่าเร่งรัด เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเป็นวิทยากรที่ควรเสนอไว้เพิ่มเติมอีกด้วยว่าวิทยากรที่ดีจะต้องมีความพร้อม ดังนี้.
1. ต้องมีกิจกรรมมากกว่าการบรรยาย
2. ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี
3. ต้องมีสื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
4. ต้องมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา เวลา และตรงเวลา
5. ต้องให้คนติดใจในการเรียนรู้ มิใช่ติดใจในลีลาการแสดงเพราะวิทยากรไม่ใช่นักแสดง
6. ต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าวิทยากรมีหน้าที่ไปทำให้เขารู้อย่าไปอวดความรู้แก่เขาและวิทยากรไม่มีหน้าที่พูดให้คนอื่นงง
สำหรับเทคนิคที่วิทยากรควรปฏิบัติบ่อย ๆ นั้นคือการฝึกฝนตนเอง และการศึกษาข้อมูล สื่อการนำเสนอ สาระสำคัญ และศิลปะการพูด เพื่อปรับบุคลิกตนเองให้มีความสง่างาม และประยุกต์รูปแบบการนำเสนอ ให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความเป็นกันเอง สนุก และเห็นความสำคัญของการฝึกอบรม เช่น
1. คิดหาเกมใหม่ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่จะนำเสนอ
2. ประยุกต์ใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นจูงใจผู้ฟังให้เกิดความรู้สึกร่วม
3. ปรับเปลี่ยนสื่อและอุปกรณ์การสอนให้เหมาะสมและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
4. ยกตัวอย่างและประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น
5. ปรับปรุงเอกสารประกอบการบรรยายให้เหมาะสมและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
สรุป วิทยากรจะประสพความสำเร็จในการพูด นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มในการหาวิธีการ เพื่อกระตุ้นและจูงใจผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้สึกสนุกไปพร้อม ๆ กับความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะ เกิดทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องที่อบรม จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และสามารถจุดประกายความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ หรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่อง หรือวิชานั้น ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น